James Justin (เจมส์ จัสติน)

NATIONALITY :อังกฤษ DATE OF BIRTH :23 กุมภาพันธ์ 1998

HEIGHT :183 CM.WEIGHT :80 KG.

สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ คว้าตัว เจมส์ จัสติน มาจากสโมสรลูตัน ทาวน์กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปี เซ็นสัญญา 5 ปี กับทีม “จิ้งจอกสยาม” และเป็นนักเตะคนแรกที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เซ็นสัญญามาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ 2019-20 ufa1688

จัสติน ย้ายมาร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากประสบความสำเร็จในฤดูกาล 2018-2019 กับลูตัน ทาวน์ ซึ่งเขาลงสนามให้กับทีม 52 นัดในทุกรายการ ทำไป 3 ประตู และช่วยให้ ลูตัน เลื่อนชั้นกลับขึ้นมาสู่ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษอีกครั้งในรอบ 12 ปี

จัสติน เล่นแบ็กขวาเป็นหลัก แต่ก็สามารถขยับไปเล่นแบ็กซ้ายได้ จัสตินติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก วัน เมื่อฤดูกาลก่อน และเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ

เจมส์ จัสติน เกิดที่เมืองลูตัน ก่อนย้ายร่วมทีม “เดอะ แฮตเตอร์ส” เมื่อปี 2005 และค่อยๆขยับจากทีมเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ จนเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2016 เขาลงสนามนัดแรกให้กับลูตัน พบกับ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ จากนั้นจึงยึดตำแหน่งตัวจริงไว้ได้และลงสนามให้กับลูตัน ทาวน์ถึง 39 นัด ในฤดูกาลต่อมา

เขาทำประตูแรกให้กับลูตัน เมื่อเดือนเมษายน 2017 ด้วยชัยชนะ 4-1 เหนือแอคคริงตัน สแตนลี่ย์ และกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีในฤดูกาล 2016-2017

ขณะที่ในฤดูกาล 2017-2018 จัสติน ลงสนามไป 22 นัดในทุกรายการ ทำไป 2 ประตู และพาทีมเลื่อนชั้นจากลีกทู ขึ้นสู่ ลีกวันได้สำเร็จก่อนที่ ลูตัน จะเลื่อนชั้นจาก ลีก วัน ขึ้นมาสู่แชมเปี้ยนชิพในฤดูกาลที่แล้ว ด้วยการคว้าแชมป์ ลีกวัน โดยมี จัสติน เป็นกำลังหลักของทีม เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 52 นัด ทำไป 3 ประตู และคว้าตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีอีกหนึ่งฤดูกาล

กองหลังดาวรุ่งรายนี้ ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุด U-20 ในเดือนสิงหาคม 2017 และประเดิมสนามกับเนเธอร์แลนด์ในเดือนเดียวกัน
เจมส์ จัสติน จะเดินทางมาร่วมฝึกซ้อมกับเลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงพรีซีซั่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 ที่กำลังจะมาถึง

ปอล ป็อกบา (Paul Pogba)

ปอล ป็อกบา (Paul Pogba)

ตำแหน่ง มิดฟิลด์, มิดฟิลด์
วันเกิด 15 มีนาคม 1993
สถานที่เกิด ฝรั่งเศส
น้ำหนัก 73
ส่วนสูง 186
ทีมชาติ ฝรั่งเศส

ปอล ป็อกบา ถูกManchester Unitedดึงตัวเข้าสู่อคาเดมี่จากเลอ อาฟร์ในฝรั่งเศสเมื่อปี 2009 โดยมีปัญหากันเล็กน้อย เนื่องจากสโมสรเมืองน้ำหอมอ้างว่าทีมปีศาจแดงฉกตัวนักเตะไปแบบไม่ถูกกฏ แต่ท้ายที่สุดก็สามารถเคลียร์กันได้ในที่สุด ufa1688

ป็อกบาประเดิมสนามในระดับยู-18 ให้กับManchester Unitedในฤดูกาลนั้น โดยปิดฉากซีซั่น 2009/10 ด้วยการลงเล่น 21 เกม และยิงได้ถึง 7 ประตูด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม ทำให้ฤดูกาลต่อมาเขาถูกเรียกตัวขึ้นไปติดทีมสำรอง และสร้างชื่อในเอฟเอ ยูธ คัพจากลูกยิงไกลสุดสวยที่ช่วยให้ทีมเอาชนะพอร์ทสมัธ 3-2

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2011 ป็อกบาเป็นหนึ่งใน 4 แข้งอคาเดมี่ที่ถูก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ โดยเขาได้รับเสื้อหมายเลข 42 ก่อนที่ในฤดูกาลต่อมา เขาจะได้ประเดิมสนามในพรีเมียร์ ลีก เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2012 โดยเปลี่ยนตัวลงสนามช่วงท้ายเกมนัดเจอสโต๊ค ซิตี้ ยังไงก็ตาม โอกาสลงสนามกับทีมชุดใหญ่ที่มีอย่างจำกัดก็ทำให้ตัวเขาตัดสินใจอำลาทีมเมื่อจบลงฤดูกาล โดยเป็นม้าลายที่เซ็นสัญญาซื้อตัวเขาไปเล่นด้วย

ซึ่งก็เป็นในกัลโช่ เซเรีย อานี้เองที่ป็อกบาใช้เป็นเวทีแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ในฤดูกาล 2012/13 เขาลงเล่นให้กับทีมม้าลายแห่งตูรินไป 27 เกม ทำได้ 5 ประตู คว้าแชมป์ลีกร่วมกับทีม ต่อไปเขาก็ได้สถาปนาตัวเองเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีม และพายูเว่คว้าแชมป์ลีกได้ทั้ง 3 ฤดูกาลถัดมา เรียกได้ว่าทั้ง 4 ปีที่เขาค้าแข้งในอิตาลีล้วนจบลงด้วยการคว้าแชมป์ลีกทั้งหมด

นอกจากระดับสโมสรแล้ว ฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของป็อกบาก็ทำให้เขาติดธงทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่เมื่อปี 2013 โดยประเดิมสนามในเกมฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือกที่พบกับจอร์เจีย ต่อไปเขาก็กลายเป็นตัวหลักให้กับทีมตราไก่มาโดยตลอด โดยได้ลงเล่นในรายการใหญ่ทั้งฟุตบอลโลก 2014 และยูโร 2016 ที่ผ่านมา

ช่วงฤดูร้อนปี 2016 นี้เองที่มิดฟิลด์วัย 23 ปีกลายเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ 2-3 ทีม หนึ่งในนั้นก็คือสโมสรเก่าของเขาอย่างแมนฯ ยู และหลังจากที่สื่อต่างๆ รายงานข่าวเป็นซีรี่ส์กันมาอย่างยาวนาน วันที่ 8 สิงหาคม ทีมปีศาจแดงก็ประกาศซื้อตัวเขากลับมาร่วมค้าแข้งด้วยสัญญา 5 ปี โดยจ่ายค่าตัวเป็น Stats โลกที่ 89.3 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk)

กองหลังชาวดัตช์ Virgil Van Dijk เจ้าของรางวัล PFA หรือ Player of the Year “นักเตะยอดเยี่ยมประจำ Premier League ” ประจำฤดูกาล 2018-2019 พร้อมกับครอง Stats กองหลังค่าตัวแพงสุดในโลกขณะนี้

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1991 ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมือง เบรด้า ทำให้เขาเป็นคนเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่เกิด โดยพ่อของเขาเป็นคนดัตช์ ส่วนคุณแม่เป็นคนจากประเทศซูรินาม ประเทศบริเวณทวีป อเมริกาใต้ ทำให้เขามีเชื้อสาย ซูรินาม จากคุณแม่

ฟาน ไดจ์ค เป็นคนที่ต้องการจะเป็นนักฟุตบอลระดับอาชีพมากๆ นอกจากจะทำงานเสริมในช่วงที่ยังไม่เป็นนักบอลอาชีพ แต่หลังเลิกงานเสริม ฟาน ไดจ์ค จะไปฝึกเล่นบอลทุกวัน ก่อนที่จะได้เข้าสู่ศูนย์ฝึกของทางสโมสร วิลเลี่ยม ทเว ทู ในปี 2009-2010 ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางนักเตะอาชีพ กับสโมสรแรกในชีวิต

หลังจากแนวรับชาวดัตช์ลายนี้เข้าสู่ศูนย์เยาวชน วิลเลี่ยม ทเว ทู เพียงปีเดียวก็ได้ย้ายมาเซ็นสัญญานักเตะอาชีพ กับทางสโมสร โกรนิงเก้น (Groningen) ปี 2010 ก่อนที่จะมีโอกาสลงเล่นครั้งแรกด้วยถานะนักเตะอาชีพ ด้วยการพบกับสโมสร เดน ฮาก เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2011 ลงเล่นในฐานะนักเตะตัวสำรอง นาทีที่ 72 ของเกมการแข่งขัน

เวอร์จิล ลงเล่นกับ โกรนิงเก้น เพียง 2 ฤดูกาล ก่อนที่จะถูก กลาสโกว์ เซลติก กระชากตัวไปบัญชาแนวหลัง ด้วยค่าตัวเพียง 2.6 ล้านปอนด์ ในวันที่ 21 มิถุนายน 2013 พร้อมเซ็นสัญญานานถึง 4 ปี

ลงประเดิมเกมแรกให้กับทางสโมสร วันที่ 17 สิงหาคม 2013 และอีกครั้งที่ได้ประเดิมสนามกับสังกัดใหม่ด้วยฐานะตัวสำรอง โดยเขาได้ลงเล่น 13 นาทีสุดท้าย กับเกมที่ เซลติก เอาชนะ อเบอร์ดีน ไป 2-0 ก่อนที่เกมถัดมา ฟาน ไดจ์ค ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงกับเกมที่ เซลติก ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ อินเวอร์เนสส์ ก่อนที่ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2

ประตูแรกของ ฟาน ไดจ์ค กับ เซลติก เกิดขึ้นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2013 ภายในสีเสื้อของ เซลติก เขาโหม่งทำประตู ช่วยให้สโมสรเอาชนะ รอสส์ เคาน์ตี้ ไปด้วยจำนวนประตู 4-1 ก่อนที่จะฟอร์มเข้าฟัก มาทำประตูสุดสวยได้อีกครั้งในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นโซโล่ลากบอลขึ้นไปเดี่ยวๆ ก่อนที่จะทำประตูได้สำเร็จ ก่อนที่จะนำทีมเอาชนะ เซนต์ จอห์นสโตน ไปได้ เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น กองหลังชาวดัตช์ รายนี้ก็ก้าวขึ้นไปติดทีมยอดเยี่ยมของ ลีก สก็อตแลนด์ ทันที

ต่อมาในฤดูกาลที่ 2 กับ กลาส โกว์ เซลติก ฟาน ไดจ์ค กลายเป็นตัวหลักของทีมอย่างเต็มตัวในฤดูกาลนี้ ในฤดูกาลนี้เขาได้มีโอกาสพบเจอกับยอดทีมของยุโรปมากมาย โดยเฉพาะในศึกยูโรป้า ลีก ในเกมที่เขาพบกับอินเตอร์ มิลาน เขาถูกไล่ออกตั้งแต่นาทีที่ 36 ของเกมนั้น จนทำให้ทีมพ่ายแพ้ไป ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

เขาลงเล่นให้กับทาง เซลติก ถึง 2 ฤดูกาล คือ ฤดูกาล 2013-2014 และฤดูกาล 2014-2015 เล่นไปพร้อมกัน 115 รวมทุกรายการกับ เซลติก พร้อมกับคว้าแชมป์และประสบความสำเร็จกับเซลติก ดังนี้

– สกอตติชพรีเมียร์ชิป (Scottish Premiership) : ฤดูกาล 2013-14, 2014-15
– สกอตติช ลีก คัพ (Scottish League Cup) : ฤดูกาล 2014-15

หลังจาก ฟาน ไดจ์ค ประสบความสำเร็จอย่างมากมายกับ กลาสโกว์ เซลติก แต่ในปีต่อมาฤดูกาล 2015-2016 หลังจาก เซลติก พ่ายแพ้และตกรอบคัดเลือก UEFA แชมเปี้ยนส์ ลีก ทางนักเตะได้ออกมาพูดถึงอนาคตของตัวเอง และเปิดโอกาสที่จะไปลงเล่นสโมสรอื่นบนทวีปยุโรป เพื่อหาประสบการณ์และพัฒนาฝีเท้าให้ดียิ่งขึ้น

และแล้ววันแห่งการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางชีวิต รวมถึงการเดินทางใหม่ๆ บนเส้นทางนักฟุตบอลของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ก็เดินทางมาถึง วันที่ 1 กันยายน 2015 ยอดกองหลังรายนี้ตัดสินใจเซ็นสัญญา 5 ปี กับเจ้านักบุญ เซาแธมป์ตัน ภายใต้การคุมทัพของ โรนัลด์ คูมัน ด้วยค่าตัวกว่า 13 ล้านปอนด์

ฟาน ไดจ์ค ได้ออกสตาร์ทลงเป็นตัวจริงครั้งแรกวันที่ 12 กันยายน 2015 โดยพบกับ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ผลสกอร์เสมอ 0-0 แต่เพียง 2 อาทิตย์ต่อมาเท่านั้น เขาก็สามารถทำประตูแรกบนเวที Premier League ได้สำเร็จ ด้วยการโหม่งทำประตูจากลูกตั้งเตะ ช่วยให้ทีมเอาชนะ สวอนซี ซิตี้ ไปได้ 3-1 ต่อมาได้รับตำแหน่งตัวจริงจาก เซาท์แธมป์ตัน พร้อมกับสัญญาใหม่ในเดือน พฤษภาคม ปี 2016 จาก “นักบุญ” ยาวกว่า 6 ปีเลยทีเดียว

รับบทบาทกัปตันทีมของทัพนักบุญ
ฤดูกาลที่ 2 2016-2017 กับเซาแธมป์ตัน ทาง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ได้รับบทบาทสำคัญมากขึ้นบนเวที Premier League ด้วยการสวมปลอกแขนกัปตันทีม หลังจากการย้ายไปของกัปตันทีมคนเก่า โชเซ่ ฟอนเต้ และนับว่าเป็นฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จมากๆ จนทำให้ทีมยักษ์ทั่วยุโรปต้องการดึงตัวไปร่วมทีมมากมาย โดยเฉพาะคู่แข่งร่วมลีกอย่าง “หงส์แดง” หงส์แดง

แต่ด้วยการที่หงส์แดงลิเวอร์พูลประการความสนใจมากจนเกินไป ทำให้ถูกทาง เซาแธมป์ตัน เกิดความไม่พอใจสุดๆ จนหงส์แดง ต้องออกมาขอโทษทางสโมสรเซาแธมป์ตัน และสัญญาว่าจะไม่ดึง ฟาน ไดจ์ค ในฤดูกาลนี้ แต่ทาง ฟาน ไดจ์ค เองก็ยังคงแสดงความปรารถนา ที่จะย้ายสโมสรอยู่เช่นเดิม

ฤดูกาลที่สามหรือฤดูกาลสุดท้ายกับเซาแธมป์ตัน
เดินทางมาถึงฤดูกาลที่สามกับเซาแธมป์ตัน หรือ ฤดูกาล 2017-2018 ฟาน ไดจ์ค ยังคงอยู่กับทางเซาแธมป์ตันในช่วงต้นฤดูกาล แต่ทางสโมสรยังคงไม่พอใจในการกระทำของกัปตันทีมรายนี้อยู่ ที่แสดงออกถึงการไม่ใจให้กับสโมสรด้วยการที่จะย้ายทีม และเป็นเหตุให้เค้าไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก และแทบถูกจะตัดออกจากทีมไปเลยทีเดียว จนเวลาเดินทางมาถึงช่วง ตลาดหน้าหนาวของ Premier League ก็เป็นหงส์แดงติดต่อเข้ามาซื้อตัวไปด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์

การย้ายทีมเกิดขึ้นวันที่ 27 ธันวาคม 2017 การย้ายทีมครั้งนี้ของกองหลังรายนี้ สร้างข่าวฮือฮามากมาย โดยเฉพาะกับ Stats กองหลังที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลกเวลานั้น และเรียกได้ว่านี่คือความฝันที่เป็นจริงของแนวรับชาวดัตช์รายนี้เลยก็ว่าได้ การได้สวมเสื้อสีแดงเพลิงและมีตราสโมสรหงส์แดงลิเวอร์พูลติดบนหน้าอก คือสิ่งที่เค้าคาดฝันรอคอยมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งฤดูกาล

เขาเปิดตัวในฐานะนักเตะของ หงส์แดงลิเวอร์พูล ในวันที่ 5 มกราคม 2018 หรือครึ่งฤดูกาลหลังของ 2017-2018 โดยลงเล่นในรายการเอฟเอคัพรอบที่สาม โดยเจอกับอริตลอดกาลอย่าง เอฟเวอตัน แถมกองหลังดัตช์แมนรายนี้ยังช่วยทำประตูเอาชนะไปได้ด้วย ผลการแข่งขัน 2-1 พร้อมกับ Stats ที่ยากจะทำลายด้วยการ เดบิวเปิดตัวนัดที่หนึ่งด้วยศึก เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ แถมยังทำประตูได้ เป็นคนแรกนับตั้งแต่ปี 1901

ในฤดูกาลแรกของกองหลังดัตช์แมน เค้าได้ถูกเชิดชูว่าเป็นดาวเตะช่วยยกระดับคุณภาพแผงหลังของ หงส์แดง ดีขึ้นอย่างทันตาเห็น ที่สำคัญยังสามารถเล่นได้อย่างเข้าขากับเพื่อนร่วมทีมอย่าง เดยัน ลอฟเรน ได้อย่างลงตัวและแข็งแกร่งมากๆ

ที่สำคัญเขายังนำทีมทะลุเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์กับกรายการแข่งขันชิงถ้วยหูใหญ่อย่าง UCL หรือ UEFA แชมเปียนส์ลีก อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ให้กับ ราชันชุดขาว ด้วยผลการแข่งขัน 3-1

แต่ถึงยังไงก็ตามแม้จะได้ย้ายมาช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง เขากลับลงเล่นมากไปถึง 22 นัด รวมทุกรายการ

ฤดูกาลที่ 2 กับฟอร์มหรูและดีที่สุดในชีวิตตลอดทั้งฤดูกาล

มาถึงในฤดูกาลที่ 2 ของ ฟาน ไดจ์ค กับ หงส์แดงลิเวอร์พูล เรียกได้ว่าฤดูกาลที่ 2 ของแนวรับชาวดัตช์ มีฟอร์มการเล่นที่ดีมาก เรียกได้ว่าเป็นดาวเตะที่หงส์แดงลิเวอร์พูลขาดไม่ได้เด็ดขาด เขายึดตำแหน่งตัวจริงของทัพหงส์แดงตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลนี้ หรือ ฤดูกาล 2018-19 เขาลงเล่นไปถึง 45 นัด และมีโอกาสนำทีมทะลุเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ ศึก UCL ประจำฤดูกาลนี้อีกด้วย

หากมองในรายชื่อผู้ท้าชิงในรางวัลนี้ ต้องพูดว่าสุดยอดมาก มีตั้งแต่ กุน อเกวโร่, เอเดน อาซา, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และเพื่อนร่วมทีมอย่าง ซาดิโอ มาเน่ อีกด้วย ผู้ท้าชิงทั้งหมด 5 คนล้วนแล้วแต่เป็นแนวรุกทั้งสิ้น มีเพียง ฟาน ไดจ์ค เท่านั้นที่เป็นกองหลังหนึ่งเดียว และเขาเอาชนะผู้ท้าชิงเหล่านั้นมาด้วยตำแหน่งกองหลัง

ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไรสำหรับการที่ ฟาน ไดจ์ค ได้รับรางวัลนี้ เนื่องจากฟอร์มการเล่นที่เอาแน่เอานอนตลอดทั้งฤดูกาล ช่วยให้เกมรับของหงส์แดงเหนียวแน่นขึ้นทันตาเห็น พร้อมกับอยู่ในกลุ่มแข่งขันและเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ในทุกๆ รายการที่ลงเตะ ทั้ง Premier League หรือ UEFA แชมเปียนส์ลีก ตลอด 2 ปีหลัง

โรเมลู เมนามา ลูกากู โบรินโกลี (Romelu Menama Lukaku Bolingoli)

ชื่อ-นามสกุล : โรเมลู เมนามา ลูกากู โบรินโกลี (Romelu Menama Lukaku Bolingoli)

วันเดือนปีเกิด : 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1993

สถานที่เกิด : แอนต์เวิร์ป, เบลเยียม

สัญชาติ : เบลเยียม

ส่วนสูง : 190 ซม.

ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า,กองหน้าตัวเป้า

โรเมลู เมนามา ลูกากู โบรินโกลี (Romelu Menama Lukaku Bolingoli) หรือ ยักษ์ดำแห่งปิศาจแดง ชาวไทยจะเรียกเพียงแค่ ลูกากู นักฟุตบอลชาวเบลเยียมเชื้อสายคองโกร่างใหญ่ตัวดำมีพละกำลังในการเล่นฟุตบอลอย่างเหลือเชื่อ เกิดมาเพื่อยิงประตูอย่างแท้จริง ในทุกวันนี้เล่นให้กับทีมสโมสรปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า นี่คือนักเตะที่หลายๆทีมตามหาจริงๆ ลูกากู คือหนึ่งในหน้าเป้าที่เก่งสุดของโลกจริงๆ เนื่องจากเป็นดาวเตะที่มีแรงปะทะสูง ทั้งยังคล่องแคล่วว่องไว และ การจบสกอร์ที่เฉียบคมเป็นอย่างมาก ทั้งยังคงพัฒนาศักยภาพของตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ https://ufa1688.co/

สิ่งที่อยู่ในใจของ Romelu Lukaku
ในอดีต ครอบครัวลูกากูไม่ได้มีฐานะที่ดีเท่าไร เรียกถังแตกก็ว่าได้ เมื่อลูกากูอายุ 6 ปี กินนมปังกับนมผสมน้ำเปล่า ไม่มีเงินในการใช้ชีวิตสำหรับการอยู่รอดไปทั้งอาทิตย์ เนื่องจากชีวิตค้าแข้งของพ่อเขาได้หมดเวลาลงแล้ว ไม่มีทีวีสำหรับดูฟุตบอล ไม่มีไฟฟ้าใช้ 2-3 อาทิตย์ต่อเดือน ต้องขอยืมขนมปังจากร้านเบเกอรี่ที่อยู่หัวมุมถนน อาบน้ำโดยใช้น้ำจากแก้ว 1 ใบใช้เทราดหัว สิ่งต่างๆเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดตำนานบทนี้ขึ้น นักเตะที่ทำประตูใน Premier League เกิน 100 ลูก และยังคงเล่นอยู่มีเพียงแค่ 4 คน เท่านั้น ได้แก่ เจอร์เมน เดโฟ, เซร์จิโอ อเกวโร่, แฮรี่ เคน และ โรเมลู ลูกากู
คำสัญญาอันยิ่งใหญ่จากผู้ชายคนหนึ่งถึงอีกคนหนึ่ง
ในช่วงเวลาที่ลูกากูมีอายุ 12 ปี การจากไปของคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนหนึ่งของลูกากูได้เกิดขึ้น ในฤดูกาลหนึ่งของสโมสรเยาวชน การยิง 76 ประตู จาก 34 เกม

ทำให้เขาโทรไปหาคุณตา เพื่อเล่าเรื่องราวถึงการเล่นฟุตบอลให้ฟัง จากเดิมที่จะเป็นการเจรจากันในเรื่องฟุตบอล การคุยครั้งนี้ได้แปลกและแตกต่างออกไป ลูกากูกล่าวว่า การเล่นครั้งนี้ของเขาทำให้ยอดทีมๆเริ่มจับตามอง และ อาจจะได้เป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพเร็วๆนี้

วันนั้นคุณตาของลูกากูได้ขอร้องในสิ่งเขาไม่คาดคิด คือ ช่วยดูแลลูกสาวตาได้ไหม นั่นหมายถึงคุณแม่ของเขา ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ลูกากูจะไม่รับปากให้คำมั่นสัญญา หลังต่อไปเพียง 5 วัน คุณตาของลูกากูก็ได้จากไป คำสัญญาของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ให้ไว้กับผู้ชายคนหนึ่งได้กำลังทำให้เกิดขึ้น วันแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต

กับ การเป็นนักฟุตบอลค่าตัว 75 ล้านปอนด์หรือ 90 ล้านยูโร เมื่อลูกากู อายุ 16 ปี 11 วัน การแข่งขันในนามทีมชุดใหญ่ครั้งแรกระหว่าง อันเดอร์เลทช์กับสต็องดาร์ด ลีแอจ และ ที่สำคัญนัดนั้นคือการตัดสินแชมป์ของนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์
รูปแบบการเล่นของ Romelu Lukaku
แนวรุกที่ดุดันและทรงพลัง ด้วยที่ลูกากูเป็นผู้เล่นที่เล่นถนัดซ้าย ศูนย์หน้าในชั่นยอดคลาส แม้ว่าว่าจะมีรูปแบบที่คาดเดาได้ง่าย เหมือนในการฝึกทำแบบเรียน เป็นกองหน้าเมืองผู้ดีโบราณ แต่ศักยภาพที่สูงกว่าและโหดกว่า การช่วงชิงจังหวะสำหรับการทำประตูยังคงเป็นของ โรเมลู ลูกากู ป้อมปราการแห่งการทำประตูจะเรียกแบบนี้ก็ไม่ผิดเท่าไรนัก

ในสื่อ ESPN ได้กล่าวว่าการเล่นของ Romelu Lukaku เหมือน Didier Drogba และ Nicolas Anelka

การจบสกอร์

การทำประตูของลูกากูสามารถทำได้ทั้ง ภาคพื้นและกลางอากาศ เรียกว่าหอคอยแห่งการทำประตูก็ไม่ผิดเท่าใดนัก จากร่างสูงใหญ่และแรงกระโดดที่ยอดเยี่ยม ทำให้โอกาสทำประตูจากลูกลางอากาศเป็นสิ่งสามารถทำได้ และ การลากไปยิงประตูแม้ว่าความเร็วจะไม่สูงมาก แต่การบังบอล และ พาลูกไปยิง บวกกับความแรง ก็สามารถเป็นเหตุให้เกิดประตูเช่นกัน

เส้นทางสายนักเตะของ Romelu Lukaku
ชีวิตของลูกากูไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เส้นทางของเขามีแต่ขวากหนาม แม้ว่าว่าผู้เป็นพ่อจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงมากมายเท่าใดนัก ในอดีตที่แสนรันทดทำให้เขาเริ่มเตะบอลตั้งแต่วัยเยาว์ อายุ 6 ปีในการเตะบอลครั้งแรกโดยพ่อเขาเป็นผู้หัดให้ เริ่มหัดฟุตบอลกับพ่อเพราะใส่รองเท้าเบอร์เดียวกัน

ต่อไปเล่นให้กับทีมท้องถิ่นบ้านเกิด Rupel Boom และ KFC Wintam ต่อต่อไปไม่นานตอนอายุ 11 ปี ได้ย้ายเข้าไปเล่นให้ทีมเยาวชนของ Lierse (ลีแอร์เซ)

ความสามารถโดดเด่นเข้าตาทำให้ย้ายไปอยู่สโมสรเยาวชนของอันเดอร์เลคต์ เมื่ออายุ 12 ปี สร้างตำนานของทีมชุดเยาวชนด้วยการซัด 76 ประตู จาก 34 เกม เซ็นสัญญานักเตะอาชีพทันทีเมื่ออายุ 16 ปี หลังต่อไป 11 วัน เดินทางไปแข่งชิงแชมป์ลีก

สโมสรเยาวชน

ในปี 1999–2003 Rupel Boom

ในปี 2003–2004 KFC Wintam

ในปี 2004–2006 Lierse

ในปี 2006–2009 Anderlecht

สโมสรอาชีพ

ในปี 2009–2011 Anderlecht

ในปี 2011–2014 Chelsea

ในปี 2012–2013 West Bromwich Albion (loan)

ในปี 2013–2014 Everton (loan)

ในปี 2014–2017 Everton

2017–ทุกวันนี้ Manchester United

ประวัติในการเล่นให้กับทีมอันเดอร์เลชต์
เซ็นสัญญานักเตะมืออาชีพตั้งแต่อายุ 16 ปี กับทีมอันเดอร์เลชต์ต่อไป 11 วันเขาลงแข่งชิงแชมป์บอลลีกเบลเยียมดิวิชั่น 1 ทันที แต่แพ้ไป 1-0 หลังต่อไปในฤดูกาล 2009-2010 นำทีมอันเดอร์เลช คว้าแชมป์ เบลเยียมแชมเปี้ยนชิพ จบฤดูกาล ด้วยการเป็นดาวซัลโว จากการยิงไปทั้งหมด 15 ประตูของฤดูกาล และ หลังต่อไปโรงเรียนได้พาเขาไปเยี่ยมชมสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ สนามทีมเหย้าของทีมสโมสรเชลซี ถึงกับกล่าวสบถออกมาว่า นี่มันสนามอะไรโคตรน่าอยู่เลย รับใช้ทีมอันเดอร์เลชต์ 33 ประตู จากการลงเล่น 73 นัด

ประวัติในการเล่นให้กับทีมเชลซี
แม้ว่าจะมีค่าตัวสูงถึง17 ล้านปอนด์ แต่ในการแย่งชิงพื้นที่ตำแหน่งตัวจริงเป็นไปได้ยากสำหรับนักเตะดาวรุ่ง เพราะช่วงเวลานั้น เชลซีเป็นทีมยักษ์ใหญ่จากการคว้าแชมป์ และ ศูนย์หน้าที่แข็งแกร่ง Didier Drogba และ Fernando Torres โชคไม่เอื้ออำนวยต่อเขามากนักทำให้ลงรับใช้ทีมเพียง 10 นัด แต่ด้วยสัญญากับสโมสรเชลซี 5 ปีทำให้เขากลายเป็นดาวเตะที่ต้องถูกยืมไปใช้งาน โดยปีแรกเป็นทีมเวสต์บรอมวิชอัลเบียน หลังจากถูกยืมไปใช้งาน 8 วัน ก็ยิงประตูในเกมที่พบกับหงส์แดง แม้ว่าว่าจะเป็นตัวจริงบ้างตัวสำรองบ้างแต่ก็ยิงไปถึง 17 ลูกจาก 35 นัด แต่ค่าเหนื่อยของลูกากูนั้นสูงมาก ทำให้เวสต์บรอมวิชอัลเบียนไม่สามารถซื้อตัวลูกากูมาใช้งานได้ หลังจากกลับมาที่เชลซี ลูกากูก็ยังทำได้แค่เพียงนั่งอยู่ที่ม้าสำรองเท่านั้น เพื่อไม่ต้องเสียเงินไปฟรีๆ ช่วงตลาดเปิดซื้อขาย เอฟเวอร์ตันได้เข้ามาขอยืม และ ตะบันประตูให้เอฟเวอร์ตันอย่างดุดันเรื่อยๆ 15 ประตูจาก 31 นัด ก่อนจะย้ายไปอยู่ทีมเอฟเวอร์ตันอย่างเต็มตัว

ประวัติในการเล่นให้กับทีมเอฟเวอร์ตัน
หลังจากซื้อกองหน้าร่างใหญ่รายนี้อย่างเต็มตัว ลูกากูผงาดขึ้นเป็นสุดยอดกองหน้าทันทีด้วยค่าตัว 28 ล้านปอนด์ (เชลซีทำกำไรไป 11 ล้านปอนด์) เป็น Stats สูงสุดในประวัติศาสตร์ทีมเอฟเวอร์ตัน ใส่เบอร์ 10 ของทีมตามความเชื่อของเขาว่าผู้ที่ใส่เบอร์ 10 คือคนที่เก่งและพร้อมขับเคลื่อนทีมได้เยอะที่สุด ตะบันประตูแรกกับทีมเก่าที่ทำให้เขาได้เริ่มต้นอาชีพจริงๆของเขา คือ เวสต์บรอมวิชอัลเบียน โดยไม่แสดงอาการยินดีที่ทำประตูได้ การเล่นกับทีมเอฟเวอร์ตันสร้างชื่อเสียงให้กับลูกากูเป็นอย่างมาก เป็นดาวเตะที่อายุไม่เกิน 23 ปี แต่ยิงประตูได้สูงกว่า 50 ประตูบนเวที Premier League ก่อนหน้านี้มีเพียง 4 คน คือ Robbie Fowler, Michael Owen, Wayne Rooney และ Cristiano Ronaldo 53 ประตูจาก 110 นัด ทำให้กลายเป็นที่มีความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่หลายสโมสรพร้อมกัน

ประวัติการเล่นให้กับทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
การมาอยู่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตามความคาดหวังว่าจะมาแทนพระเจ้าอย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ กับอีก 15 ล้านปอนด์ถ้าทำตามเงื่อนไขสำเร็จ Stats การเล่นฟุตบอลนั้นโกหกใครไม่เป็น แม้ว่าว่าแฟนๆของทีมปิศาจแดงจะออกมาต่อว่าลูกากูเป็นอย่างมาก ในฤดูกาล 2017-2018 การมีส่วนร่วมกับทีมในการแข่งขันของ Premier League ลูกากูก็มีไม่น้อย 16 ประตู 7 แอสซิสต์ จาก 34 นัด ส่วนทางด้านเอฟเอคัฟ 5 ประตู 2 แอสซิสต์จาก 6 นัด และ UEFA แชมเปี้ยนลีก 5 ประตู จาก 8 นัด เรียกได้ว่าการมีส่วนร่วมในการทำประตูนับว่าอยู่ในอันดับท็อปคราสของ Premier League

ประวัติการเล่นให้กับทีมชาติเบลเยียม
กุนซือชาติเบลเยียมโรแบร์โต มาร์ติเนซ ออกมาอวยลูกากูเต็มที่ว่า คือ หน้าเป้าที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้ โดยการเทียบ Stats ที่สามารถบอกทุกอย่างได้เป็นอย่างดี สร้างประวัติศาสตร์เป็นกองหน้าตลอดกาล “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” 40 ประตู จาก 75 นัด เรียกได้ว่ายืนอยู่บนจุดสูงสุดของกองหน้าตัวเป้าทีมชาติเบลเยียมแล้ว

แม้ว่าจะอายุยังน้อย ตัวเขากลับประกาศถึงการเลิกเล่นในกับทีมชาติแล้วในปี 2020 เพื่อเปิดทางให้แก่รุ่นน้อง

ชีวิตส่วนตัวของโรเมลู ลูกากู
โรเมลู ลูกากู เป็นครอบครัวแห่งฟุตบอลที่แท้จริงเพราะ โรเชร์ ลูกากู (พ่อ) จอร์แดน ลูกากู (น้องชาย) โบลี่ เอ็มบอมโบ (ลูกพี่ลูกน้อง) เป็นดาวเตะอาชีพทุกคน

น้องชายของโรเมลู จอร์แดน ลูกากู เล่นฟุตบอลอาชีพอยู่ในทีมลาซิโอ ลีกสูงสุดของอิตาลี ส่วนลูกพี่ลูกน้อง โบลี เอ็มบอมโบ เล่นอยู่กับ คลับ บรูจจ์ ลีกของเบลเยียม

โรเมลู ลูกากู พูดได้ 5 ภาษา คือ เมืองผู้ดี, ดัตช์, ฝรั่งเศส, สเปน และ โปรตุเกส นอกจากนี้ยังสามารถฟังภาษาเยอรมันรู้เรื่องอีกด้วย โดยกล่าวไว้ว่า การหาความรู้เป็นสิ่งสำคัญ ชีวิตที่ไร้การหาความรู้มันน่ากลัว

โรเมลู ลูกากู บ้าฟุตบอลอย่างหนัก ดูเกม Premier League ทุกคู่อย่างเรื่อยๆ เพื่อหาความรู้การเคลื่อนที่ของกองหน้าคนอื่นๆ ทำให้ ลูกากู เก่งในเรื่องวิเคราะห์เกมมาก

ดิดิเยร์ ดร็อกบา เป็นไอดอลของโรเมลู ลูกากู ตั้งแต่สมัยที่เป็นดาวรุ่ง และ เข้าไปเล่นกับทีมเชลซี

พ่อของลูกากู นักฟุตบอลอาชีพให้กับหลายสโมสรในทวีปแอฟริกา ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับลูกากูถึงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ โดยกล่าวว่า “ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายตำแหน่งไว้อย่าปล่อยมัน”

โรเมลู ลูกากู เป็นเพื่อนสนิทกับ พอล ป็อกบา และ ยังทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกันอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็น เล่นบาสเกตบอล ถึงขึ้นดวลกันตัวต่อตัวทีเดียว สาเหตุที่สนิทกันนั้นเพราะว่าทั้งคู่ รู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เพราะมีผิวสีเหมือนกัน บ้านอยู่ใกล้กัน เล่นฟุตบอลพร้อมกันตั้งแต่สมัยเด็กๆ ถึงขั้นแลกเบอร์ให้กันไว้ และยังเที่ยวพร้อมกันเสมอๆ ฤดูร้อนปี 2016 ป็อกบากับลูกากู เที่ยวพักผ่อนพร้อมกันที่ไมอามี่ และ ฤดูร้อนปี 2017 ป็อกบากับลูกากู เที่ยวพักผ่อนพร้อมกันที่ลอสแอนเจลิส

โรเมลู ลูกากู ยังทำเพลงฮิปฮอปร่วมกันกับป็อกบา โดยที่ ลูกากู เป็น ดีเจ และ ป็อกบา เป็น แร็พเปอร์

ลูกากูเซ็นสัญญาโฆษณากับ Puma ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ลูกากูไม่ดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท

เกียรติประวัติของ โรเมลู ลูกากู
ทีมอันเดอร์เลชต์

แชมป์ลีกเบลเยี่ยม 1 สมัย : 2009-2010

ทีมชาติเบลเยียม

อันดับ 3 ฟุตบอลโลก ปี 2018

มิตชี่ บัตชูอายี่ กองหน้าการหาตำแหน่งและการเชื่อมเกม

มิตชี่ บัตชูอายี่
วันเกิด : 2 ตุลาคม 1993
สถานที่เกิด : บรัสเซลล์, ประเทศเบลเยียม
สัญชาติ : เบลเยียม
ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า
สโมสรทุกวันนี้ : เชลซี

มิตชี่ บัตชูอายี่ มีชื่อเล่นว่า “บัตส์แมน” หรือ “แบตส์แมน” ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่างชื่อของเขาและซูเปอร์ฮีโร่อย่าง “แบตแมน” โดยสไตล์การเล่นของเขาจากการนำเสนอของ โฟร์โฟร์ทู บอกไว้ว่า บัตชูอายี่ คล้ายคลึงกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ทั้งความเร็ว, ความแข็งแกร่ง, การหาตำแหน่งและการเชื่อมเกม ตารางผลบอล

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร สตองดาร์ ลิแอช
บัตชูอายี่ เริ่มต้นค้าแข้งอย่างเป็นทางการกับ สตองดาร์ ลิแอช และลงสนามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2011 ในเกมที่บุกพ่าย เกนท์ 1-4 โดยเปลี่ยนพาร์ทเนอร์ที่ของ ฟร้องค์ เบอร์ริเย่ร์ ช่วง 7 นาทีสุดท้าย

เขาเคยถูกไล่ออกจากสนามเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2012 ในศึกบอลถ้วยรอบหกที่พบกับ มูสครอน ด้วยการศอกใส่ทางด้านของ เบนจามิน เดลาคอร์ท ในช่วงครึ่งชั่่วโมงแรกของเกม และทำให้เขาถูกแบน 2 เกมต่อมา แถมยังถูกปรับอีก 200 ยูโร (ประมาณ 7,600 บาท) ทว่ายังไงก็ดีฤดูกาลนั้นเขาสามารถทำประตูได้ทั้งสิ้น 12 ลูกจาก 26 เกมที่ลงเตะ ฤดูกาล 2013-14 บัตชูอายี่ ซัดประตูได้ 21 ลูกตลอด 34 เกมลีกและทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดอันดับ 2 ของลีก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการซัดคนเดียว 3 ประตูแรกในการค้าแข้งจากเกมที่เอาชนะ ออสเตนเด้ 4-2 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2013

โอลิมปิก มาร์กเซย

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2014 บัตชูอายี่ ได้ตกลงเซ็นสัญญากับสโมสรจากฝรั่งเศสอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 199 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้รับโอกาสลงสนามทันทีอีกหนึ่งวันต่อมาในเกมลีกที่เอาชนะ บาสเตีย 3-2 ด้วยการเปลี่ยน Partner ดมิทรี่ ปาเยต ช่วง 11 นาทีสุดท้าย ในวันที่ 29 ตุลาคม 2014 เขาสามารถเบิกสกอร์แรกในกับสโมสรได้ในเกมที่แพ้ แรนส์ 1-2 ของศึก กูป เดอ ลา ลีก รอบสาม และแม้ว่า บัตชูอายี่ จะไม่ค่อยได้ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่เขาก็กดไปทั้งสิ้นถึง 9 ประตูในลีกให้กับทีมของกุนซือ มาร์เซโล บิเอลซ่า บอลเด็ด

เชลซี

เมื่อเดือน เมษายน 2016 มีรายงานว่าสโมสรจากแดนผู้ดีอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ให้ความสนใจที่จะซื้อตัวเขามาร่วมทีม โดยยื่นข้อเสนอ 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,545 ล้านบาท) แต่ 2 เดือนหลังต่อไปมีข่าวว่าเพื่อนบ้านของพวกเขาอย่าง คริสตัล พาเลซ ยื่นข้อเสนอสูงกว่าอยู่ที่ 38 ล้านยูโร (ประมาณ 1,679 ล้านบาท) เพื่อขอซื้อตัวเขามาร่วมทีม ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวยกับ คริสตัล พาเลซ แต่กลับกลายเป็นสิงห์สำอางทีมยักษ์ใหญ่ร่วมเมือง ปาดหน้าซื้อตัว บัตชูอายี่ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,766 ล้านบาท) ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากแคมป์ทีมชาติสู้ศึกยูโร 2016 เพื่อเดินทางมาตรวจร่างกายที่ลอนดอน จนกระทั่งในวันที่ 3 กรกฎาคม บัตชูอายี่ ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับChelseaด้วยระยะยาวนานกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นดีลแรกภายใต้การทำทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2016 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเปิดตัวกับ “เชลซีส์” ในเกมเปิดสนามที่เอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-1 ด้วยการลงเป็นสำรองแทน ดิเอโก้ คอสต้า ซึ่ง 5 วันต่อมา เขาก็สามารถซัดประตูแรกใน Premier League ได้สำเร็จในเกมที่พบกับ วัตฟอร์ด

เส้นทางอาชีพกับทีมชาติ

บัตชูอายี่ สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ ดีอาร์ คองโก ได้ ตามเชื้อสายของครอบครัว แต่ในเดือน มีนาคม 2015 เขาได้ปฏิเสธตัวเลือกนี้ และขอลงเล่นให้กับประเทศบ้านเกิดอย่าง เบลเยี่ยม แทน เขาลงสนามในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2015 ในศึก UEFA ยูโร 2016 รอบคัดเลือกที่พบกับ ไซปรัส โดยถูกเปลี่ยนมาเล่นแทน คริสติย็อง เบ็นเตเก้ ในนาทีที่ 77 และยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษใน 3 นาทีต่อมา ช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะในรังไปได้ 5-0 ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกเลือกให้ติดทีมไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสอีกด้วย ทีเด็ดฟุตบอลวันนี้3คู่

ฮาคิม ซีเย็ค แดนกลางที่มีทักษณะการเลี้ยงบอล ส่งบอล และวิธีส่วนตัว ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก

ฮาคิม ซีเย็ค หรือ Hakim Ziyech ยอดห้องเครื่องแดนกลางทีมชาติโมร็อกโก เขาเกิดที่เมือง Dronten ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฤดูกาล 2018-19 ซีเย็ค ถูกโหวตให้ติดทีมยอดเยี่ยมใน UEFA แชมเปียนส์ลีก สำหรับ ฮาคิม ซีเย็ค ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในห้องเครื่องแดนกลางที่มีทักษณะการเลี้ยงบอล ส่งบอล และวิธีส่วนตัว ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก ทั้งยังมีทีเด็ดในเรื่องของการเตะลูกฟรีคิก

ฮาคิม ซีเย็ค เริ่มต้นค้าแข้งกับสโมสร Heerenveen ในปี 2012 ก่อนที่ 2 ปีต่อมาเขาจะเซ็นสัญญากับทีมคู่แข่งร่วมลีกอย่าง Twente และเป็นช่วงพีคที่สุดของเขาเลยทีเดียว เนื่องจากในฤดูกาล 2015-16 เขาสามารถทำไปได้ถึง 17 ประตู และแอสซิสอีก 10 ลูก ในลีกสูงสุดของฮอลแลนด์ อย่าง Eredivisie ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาเขาก็ย้ายไปทีมร่วมลีกอีกครั้งอย่าง อาแจ็กซ์ Ajax ด้วยสัญญาถึง 5 ปี พร้อมค่าตัว 11 ล้านยูโร

ทุกวันนี้ ซีเย็ค ตกลงเข้าร่วมทีมสโมสรเชลซีเป็นที่เสร็จสิ้นแล้วในเดือน กุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา โดยจะเริ่มลงเล่นในฤดูกาล 2020-21 โดยเชลซีตัดสินใจยอมทุ่มถึง 40 ล้านยูโร พร้อมออฟชั่นเสริมให้กับอาแจ็กซ์

ในความเป็นจริง ฮาคิม ซีแย็ค มีคุณสมบัติที่จะลงเล่นให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ หรือ โมร็อกโก แต่เขายืนยันที่ลงเตะให้กับโมร็อกโก ก่อนที่จะลงรับใช้ทีมชาติในศึกฟุตบอลโลกปี 2018
ซีเย็ค เขาเริ่มเล่นฟุตบอลในปี 2001 เขาลงเล่นให้กับสโมสรเขาเยาวชน อย่าง Academy of Reaal Dronten และ ASV Dronten ก่อนที่ในปี 2007 เขาจึงย้ายไปศูนย์เยาวชน Heerenveen Academy

2012-2013 ลงเล่นตัวจริงเป็นทางการครั้งแรก

วันที่ 2 สิงหาคม 2012 ฮาคิม ซีเย็ค (Hakim Ziyech) ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในทีมชุดใหญ่ของสโมสร Heerenveen ในศึกยูโรป้าลีก รอบคัดเลือกรอบที่สาม โดยเจอกับ ราปิด บูคาเรสต์ ก่อนที่จะได้ลงเล่นในลีกอย่างเป็นทางการ Eredivisie ในวันที่ 10 กันยายน 2012 พบกับ NEC ก่อนที่จะแพ้ไป 0-2

2013-2014 ฤดูกาลที่ 2 กับ Heerenveen

ในฤดูกาลนี้ ซีเย็ค สามารถทำประตูแรกของตัวเองกับ Heerenveen ได้สำเร็จ นำทีมคว้าชัยชนะเหนือ NAC Breda ไปได้ 2-0 ในวันที่ 10 สิงหาคม 2013 ก่อนที่ จะโชว์ฟอร์มสุดยอดด้วยการจ่าย 2 ประตูให้เพื่อนร่วมทีม ในนัดที่พบกับ Ajax พร้อมจบด้วยผลเสมอ 3-3 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน แต่ถึงอย่างนั้น ใน KNVB Cup รายการบอลถ้วยของประเทศ ซีเย็ค ต้องพา Heerenveen พบกับ AZ Alkmaar เขาช่วยทีมประตูไปได้ 2 ลูก ก่อนที่จะเสมอกันในเวลา จนมาถึงการดวลจุดโทษ และเขาพลาดจุดโทษ เป็นเหตุให้ Heerenveen ตกรอบด้วยผลรวมจุดโทษ 6-5
เรียกได้ว่านี่เป็นการย้ายทีมในระดับสโมสรอาชีพอย่างเป็นทางการ ของ ฮาคิม ซีเย็ค โดยเขาย้ายเข้าสู่ ทเวนเต้ ในฤดูกาล 2014-15 โดยได้รับเสื้อหมายเลข 10

เขาสามารถโชว์ได้อย่างสุดยอด โดยเฉพาะในนัดที่เจอกับ AZ Alkmaar ทั้งยิงทั้งจ่าย ก่อนที่จะจบด้วยสกอร์ 2-2 และที่สำคัญในวันที่ 17 พฤษภาคม ซีเย็ค พาสโมสรใหม่ของเขาอย่าง Twente เอาชนะเหนือสโมสรเก่าของตัวเองอย่าง Heerenveen ไป 3-1 โดยเขาเหมาคนเดียว 2 ประตู ตารางฟุตบอลวันนี้

สำหรับ ซียัค อยู่กับสโมสร ทเวนเต้ เพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น ซึ่งในฤดูกาล 2015-16 เขาถูกให้รับเลือกเป็นกัปตันของสโมสร แต่ก็ถูกปลดในช่วงระยะเดือนมกราคมในตลาดหน้าหนาว หลังเขาแสดงความต้องการอยากย้ายทีม รวมถึงแสดงความเห็นที่ไม่ดีต่อสโมสร แต่ก็นับว่าเขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นที่สุดยอดเอาไว้ได้ หลังทำไปถึง 17 ประตู แอสซิสอีก 10 ลูก
วันที่ 30 สิงหาคม 2016 สโมสร Ajax ได้ออกมาประกาศผ่านสื่อว่าเขาได้บรรลุข้อตกลงและสัญญากับ ฮาคิม ซีเย็ค เป็นระยะเวลา 5 ปี ด้วยค่าตัวเพียง 11 ล้านยูโร หลังต่อไปเขาก็เริ่มโชว์ฟอร์มออกมาได้ แถมยังสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในแดนกลางของสโมสรอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ในเวลาต่อมาในฤดูกาล 2019-2020 เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่น่าจับตามอง จากผลงานของทีมในชุด “เด็กระเบิด” ที่มีสตาร์ดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง แฟรงกี้ เดอ ยอง และ มาไธจ์ส เดอ ลิกต์ เป็นหัวใจสำคัญของทีมก่อนที่ 2 ดาวดังจะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรยักษ์ Season ต่อมา ตารางผลบอล

หลังจากที่ 2 แข้งผู้นำของทีมได้ย้ายออกจากสโมสรไป ทำให้ ฮาคิม ซีเย็ค ได้กลายเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมทั้งที จากการที่เขาสามารถลงเล่นได้ทุกตำแหน่งในแดนกลาง จึงทำให้หลายๆ สโมสรยอดทีมในทวีปยุโรปเริ่มให้ความสนใจในตัวเขาเป็นอย่างมาก ก่อนที่ในช่วงระยะเดือน กุมภาพันธ์ 2020 เขาจะบรรลุข้อตกลงย้ายไปร่วมเล่นให้กับสโมสรสิงห์บลูด้วยค่าตัว 33.3 ล้านปอนด์
ในช่วงกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2020 ฮาคิม ซีเย็ค ได้บรรลุข้อตกลงกับทาง สิงบลูเชลซีสิงห์สำอางสโมสรชั้นนำในศึก Premier League England ด้วยราคาค่าตัว 33.3 ล้านปอนด์ และพร้อมที่จะย้ายเข้ามาร่วมทีมในถิ่น สแตมฟอร์ม บริดจ์ หลังจากจบซีซั่น 2019-2020 ในทันที และนอกจากนี้ เขายังถือเป็นดาวเตะคนแรกที่ได้ย้ายเข้ามาร่วมทีมChelseaในยุคการทำทีมของ แฟร้งก์ แลมพาร์ด อีกด้วย บอลเด็ด


อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม
Eredivisie : 2018–19
KNVB Cup : 2018–19
Johan Cruyff Shield : 2019
รางวัลส่วนตัว
Eredivisie top assists : 2014–2015, 2016–2017, 2017–2018, 2018–2019
Mars d’Or (Moroccan player of the Year) : 2016
Eredivisie Team of the Year : 2016–2017, 2017–2018, 2018–2019
AFC Ajax Player of the Year : 2017–2018, 2018–2019
Dutch Footballer of the Year : 2017–2018
UEFA Champions League Squad of the Season : 2018–2019
CAF Team of the Year : 2019
Eredivisie Player of the Month : August 2019