ประวัติ แบร์นาร์โด้ ซิลวา กองกลางและปีก ที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก

แบร์นาร์โด้ ซิลวา (Bernardo Silva) หรือ แบร์นาร์โด้ โมตา    ufa1688    เวย์ก้า เดอ คาร์วัลโญ่ เอ ซิลวา เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1994 เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองหลวงอย่าง ลิสบอน ของประเทศโปรตุเกส เขานับเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีจนใครหลายๆ คนมักจะพูดว่า เขาสามารถโตขึ้นมามีการงานทำที่ดีอย่างแน่นอน แต่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ก็เลือกที่จะเดินทางเข้าสู่เส้นทางฟุตบอล เพราะมีความชอบและหลงใหลในกีฬาชนิดนี้เป็นอย่างมาก เขาจึงได้เข้าคัดเลือกเป็นนักฟุตบอลในอคาเดมี่ของสโมสร เบนฟิก้า และได้เข้าอยู่ในศูนย์ฝึกนักฟุตบอลในระดับเยาวชนของสโมสรแห่งนี้ในวัยเพียง 8 ขวบเท่านั้น   แบร์นาร์โด้ เป็นผลิตผลในระบบเยาวชนของทัพ "เหยี่ยวลิสบอน" ตัวเขาไต่เต้ามาจาก เบนฟิก้า บี ที่คว้าแชมป์โปรตูกิส จูเนียร์ส แชมเปี้ยนส์ชิพในฤดูกาล 2012/13 โดยตัวเขาลงสนามเปิดตัวกับ เบนฟิก้า บี ในฤดูกาล 2013/14 ในศึก เซกุนด้า ลีก้า แมตช์ ที่พบกับ โทรเฟนเซ่ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2013    แบร์นาร์โด้ ซิลวา มักจะแสดงความรักของเขาต่อสโมสร เบนฟิก้า อยู่เสมอ ทั้งบนโซเชี่ยลมีเดีย หรือในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยตัวเขาบอกอยู่เสมอว่าเสียใจที่ไม่ได้ลงเล่นให้กับ เบนฟิก้ามากนัก เหมือนที่ใฝ่ฝันเอาไว้ ซึ่งคาดการณ์ว่า ตัวเขาจะหวนกลับมาเล่นให้กับทีมรักอีกครั้งในบั้นปลายอาชีพค้าแข้งอย่างแน่นอน      เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2014 ซิลวา ย้ายมาร่วมทีม โมนาโก ในฐานะแข้งยืมตัว 1 ฤดูกาล และลงประเดิมสนามนัดเเรกในลีก เอิง ฝรั่งเศส พบกับบอร์กโดซ์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม โดยลงไปแทน ลูคัส โอคัมโปส ในช่วงครึ่งเวลาหลัง แต่ไม่สามารถช่วยทีมได้ โมนาโก บุกพ่าย บอร์กโดซ์ 1-4 หลังต่อไปในวันที่ 21 กันยายน เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมที่ โมนาโก เปิดบ้านเชือดแก็งก็อง 1-0 และต่อมาในวันที่ 14 ธันวาคม ก็สามารยิงประตูแรกให้กับตัวเองได้ และเป็นประตูชัยช่วยให้ โมนาโก เปิดบ้านเชือด โอลิมปิค มาร์กเซย 1-0

          วันที่ 20 มกราคม ปี 2015 เบนฟิก้า ได้ประกาศขาย แบร์นาโด้ ซิลวาให้กับ โมนาโก อย่างเป็นทางการด้วยราคา 15.75 ล้านยูโร และเซ็นสัญญาค้าแข้งในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ จนถึงปี 2019 ในฤดูกาล 2015/16 วันที่ 10 สิงหาคม แบร์นาร์โด้ ซิลวา จัดการขยายสัญญาค้าแข้งในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ ออกไปจนถึง มิถุนายน ปี 2020

          หลังต่อไปเส้นทางอาชีพค้าเเข้งของตัวเขาก็เปิดกว้างมากขึ้น เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2013 ซิลวาได้เปิดตัวกับ เบนฟิก้า ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกด้วยวัยเพียง 19 ปี ในแมตช์ฟุตบอล ถ้วย โปรตุเกส คัพ ในเกมที่ ทัพ "เหยี่ยมลิสบอน" เฉือนชนะเดสปอร์ติโว่ เดอ ซินฟาเญส 1-0 ซึ่งตัวเขาลงสนามมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 80 จากการโชว์ผลงานได้อย่างสุดยอดกับ เบนฟิก้า บี ทำให้ซิลวาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี (2013/14) อีกด้วย

ก้าวแรกในวงการฟุตบอลกับ สโมสร เบนฟิก้า

แบร์นาร์โด้ ซิลวา ไต่เต้าจากการเป็นดาวเตะเยาวชนจนขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสร เบนฟีก้า

เขาได้ก้าวเขามาเป็นนักฟุตบอลในศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร เบนฟิก้า เพียงแค่อายุ 8 ขวบ ซึ่งถือได้ว่า เป็นนักฟุตบอลเยาวชนที่มีอายุน้อยเยอะที่สุดในรุ่นนั้นเลยทีเดียว จนกระทั่งในเวลาต่อมา เขาได้มีส่วนร่วมในการนำทีมเยาวชนก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ลีกเยาวชนของประเทศได้สำเร็จ และได้ก้าวขึ้นไปเป็นนักฟุตบอลในทีมสำรองของสโมสรได้ในเวลาต่อมา
เขาได้ไต่เต้าขึ้นมาเล่นในทีม เบนฟิก้า บี ในปี 2012/2013 และทำผลงานได้อย่างสุดยอดจนสามารถคว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย หลังต่อไปเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาก็เริ่มที่จะเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เมื่อในเดือนตุลาคม ในปี 2013 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้เปิดตัวกับทีมเบนฟิก้าชุดใหญ่ เป็นครั้งแรกใน 19 ปี ในเกมการแข่งขัน ฟุตบอล โปรตุเกส คัพ ในเกมที่เฉือนเอาชนะ เดสปอร์ติโว่ เดอ ซินฟาเญส 1-0 ซึ่งในเกมนัดดังกล่าว ตัวเขาได้ลงสนามเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 80 และได้โชว์ผลงานออกมาได้อย่างสุดยอด จนสามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในปี 2013/2014 จนกระทั่งในปีต่อมาก เขาทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดจนฟอร์มการเล่นไปเข้าตากับทางทีมดังในลีกเอิง อย่าง โมนาโก และได้ย้ายไปร่วมทีมในสัญญาการยืมตัว Season ต่อมา

โชว์ฟอร์มอันโดดเด่นกับ สโมสร โมนาโก

หลังจากมีผลงานที่โดดเด่น เขาได้ย้ายมาร่วมทีม โมนาโก ในปี 2014

ในปี 2014 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร โมนาโก ในสัญญาการยืมตัว 1 ฤดูกาล โดยเขาได้ลงประเดิมสนามเป็นนัดที่หนึ่งในลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่พบกับสโมสร บอร์กโดซ์ ในวันที่ 17 สิงหาคม ในฐานะตัวสำรอง โดยเขาได้ถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน ลูคัส โอคัมโปส ในช่วงครึ่งเวลาหลัง แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยให้สโมสรเก็บชัยชนะได้ และพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-4
หลังต่อไปเขาได้ออกสตาร์ทเป็นนักฟุตบอลตัวจริงของสโมสรมาโดยตลอด และช่วยให้ โมนาโก เก็บชัยชนะได้อย่างเรื่อยๆ จนในวันที่ 14 ธันวาคม 2014 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ก็สามารถที่จะทำประตูแรกให้กับตัวเองได้สำเร็จ และเป็นประตูช่วยให้ทีมเปิดบ้านเอาชนะ โอลิมปิค มาร์กเซย 1-0 จากฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงจนหาตัวจับยาก ทำให้ทางสโมสรโมนาโก ตัดสินใจซื้อขาด ซิลวา จากสโมสร เบนฟิก้าทันทีด้วยราคา 15.75 ล้านยูโร และได้สัญญาเป็นนักฟุตบอลในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ ถึง 5 ปี
จนกระทั่งในปีต่อมา ถือได้ว่าตัวเขาโชว์ฟอร์มออกมาได้อย่างสุดยอด จนได้รับการเชิดชูจากสื่อในประเทศฝรั่งเศสอย่างมากมาย ทำให้หลายสโมสรชั้นนำเริ่มให้ความสนใจในตัวเขามากขึ้น แต่ตัวเขาก็เลือกที่จะอยู่กับทางสโมสรโมนาโกต่อไป เนื่องจากทางสโมสรได้มีสิทธิ์ได้เข้าไปเล่นในศึกฟุตบอล  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก
ในเวลานั้น แบร์นาร์โด้ ซิลวา นับเป็นกำลังสำคัญของสโมสรเป็นอย่างมาก เพราะฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของเขาทำให้สโมสรสามารถมีผลงานออกมาได้ดี จนสาวกหลายๆ คนเชิดชูให้เขาเป็นฮีโร่ของสโมสร จนกระทั่งในฤดูกาล 2016/2017 เขาสามารถพาสโมสร โมนาโกสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้สำเร็จ ด้วยการนำทีมผงาดขึ้นเป็นแชมป์ลีกเอิงได้อย่างสุดยอด จากการลงเล่นไปทั้งหมด 58 นัด ทำไปได้ 11 ประตู 12 แอสซิส ก่อนที่ตัวเขาจะย้ายไปเล่นให้กับทางสโมสร  Manchester City   Season ถัดมา

สร้างความยิ่งใหญ่ กับ สโมสร  Manchester City 
bernardo-silva-mancity
แบร์นาร์โด้ ซิลวา สามารถคว้าแชมป์ Premier League ร่วมกับ เรือใบสีฟ้า ได้สำเร็จ

หลังจากที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา สามารถพาสโมสร โมนาโกก้าวขึ้นคว้าแชมป์ลีกเอิงได้สำเร็จ ตัวเขาก็ได้รับข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศเมืองผู้ดี อย่างทีม  Manchester City  โดย แบร์นาร์โด้ ซิลวา ไม่รอช้ารีบทำการตอบรับข้อเสนอนั้นทันที
โดยเขาได้ย้ายเข้ามาอยู่กับทาง สโมสร  Manchester City  ด้วยค่าตัว 43.5 ล้านปอนด์ และอาจจะเพิ่มอีก 17.5 ล้านปอนด์ หาก แบร์นาร์โด้ ซิลวา มีผลงานที่ดีตาเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ เขาได้รับสัญญากับทางสโมสรใหม่เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 5 ปี โดยการย้ายมาร่วมทีมในครั้งนี้ของเขาในครั้งนี้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้ถูกวางตัวเอาไว้ให้เป็นตัวตายพาร์ทเนอร์ของ ดาบิด ซิลวา
แต่การเขากลับไม่สามารถโชว์อันโดดเด่นได้เหมือนอย่างตอนที่ค้าแข้งอยู่กับ โมนโก ได้ โดยเขาไม่สามารถปรับตัวเขากับสไตล์การเล่นของฟุตบอลใน  Premier League  ได้ จนถูกติชม จากสาวกว่า เขาเล่นไม่คุ้มกับค่าตัว ซึ่งนั้นยิ่งทำให้เขายิ่งมีแรงผลักดันและเริ่มฝึกซ้อมแบบจริงจังมากยิ่งขึ้น จน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้เห็นถึงความตั้งใจของตัวเขาและเริ่มให้โอกาสในการลงสนามกับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มากยิ่งขึ้น จนสามารถกลับมายึดตัวจริงได้สำเร็จ
เขากลายเป็นดาวเตะสารพัดประโยชน์ในแดนกลางของสโมสร Manchester City  และมักจะได้รับคำชมจากกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อยู่เสมอ จนสามารถกลายเป็นดาวเตะที่มีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์ให้กับสโมสรได้อย่างได้อย่างมากมายในระยะเวลาเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น

การลงเล่นให้กับ ทีมชาติ โปรตุเกส ของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา
bernardo-silva-portugal-nation
เขากลายเป็นตัวหลักให้กับทีมชาติโปรตุเกส ได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา สามารถก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่กับสโมสร เบนฟิก้า ได้สำเร็จ ในวัย 18 ปี เขาก็ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ โปรตุเกส ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ซึ่งนับเป็นการถูกเรียกตัวติดทีมชาติเป็นครั้งแรกของตัวเขาเลยทีเดียว โดยในการมีชื่อติดทีมชาติในครั้งนั้นทำให้ตัวเขาได้ไปลุยศึก ยูโร ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในรายการนั้นเขาเป็นตัวหลักและนำทีมชาติโปรเกสทะลุเข้าไปถึง รอบรองชนะเลิศ โดยในครั้งนั้นทำให้เขาได้รับคำชมจากเพื่อนร่วมทีมและบรรดาสต๊าฟโค้ชเป็นอย่างมาก
จนในปี 2015 เขาได้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งในเกมแมตช์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความภูมิใจของตัวเขาเลยก็ว่าได้ เพราะ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้ลงสนามให้กับทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเกมที่ โปรตุเกส เปิดบ้านเอาชนะ สาธารณรัฐเคปเวิร์ด ไปได้ 2-0 ซึ่งต่อมาเขาสามารถทำประตูแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จ ในเกมที่ทีมชาติโปรตุเกส ไล่ถล่ม ทีมชาติ เยอรมัน ไปได้ด้วยสกอร์ 5-0 ก่อนที่ในปีต่อมาเขาจะไม่มีชื่อติดทีมชาติโปรตุเกส ในรายการ ยูโร 2016 เนื่องจากมีอาการเดี้ยงรบกวน
กระทั่งในปี 2017 เขาได้มีชื่อกลับมาติดทีมชาติอีกครั้งในรายการ ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งประเทศสามารถทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดและทะลุเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ และพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเม็กซิโก ไปด้วยสกอร์ 2-1

เกียรติประวัติส่วนตัว แบร์นาร์โด้ ซิลวา
bernardo-silva-trophy
สโมสร เบนฟิก้า
Primeira Liga : 2013–2014
Taça de Portugal : 2013–2014
Taça da Liga : 2013–2014
สโมสร โมนาโก
Ligue 1 : 2016–2017

สโมสร  Manchester City 
Premier League : 2017–2018, 2018–2019
Carabao Cup : 2017–2018, 2018–2019
FA Cup : 2018–2019
FA Community Shield : 2018, 2019

รางวัลส่วนตัว
Segunda Liga Breakthrough Player of the Year: 2013–2014
UEFA European Under-19 Championship Team of the Tournament: 2013
UEFA European Under-21 Championship Team of the Tournament: 2015
SJPF Segunda Liga Player of the Month: October 2013, December 2013, January 2014
UNFP Ligue 1 Player of the Month: January 2017
UNFP Ligue 1 Team of the Year: 2016–2017
Premier League Team of the Year: 2018–2019
Manchester City Player of the Year: 2018–2019
Alan Hardaker Trophy: 2019
UEFA Nations League Finals Player of the Tournament: 2019
UEFA Nations League Finals Team of the Tournament: 2019

ประวัติ แฟรงค์ แลมพาร์ด

แฟรงก์ แลมพาร์ด มีชื่อเต็มว่า แฟรงก์ เจมส์ แลมพาร์ด[1] เกิดวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1978 ที่กรุงลอนดอน ในตระกูลนักเตะ โดยพ่อของเขาคือ แฟรงก์ แลมพาร์ด (ซีเนียร์) เป็นอดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษ ลุงของเขาคือ แฮร์รี เรดแนปป์ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการสโมสรบอลควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ เจมี เรดแนปป์ เป็นอดีตนักเตะของเซาแทมป์ตันเช่นเดียวกัน   ufa1688 

การศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยลอนดอน เขาเป็นหนึ่งในอดีตนักเตะเยาวชนของ เวสต์แฮมยูไนเต็ด และเคยถูกยืมตัวไปเล่นกับ สวอนซีซิตี ใน ค.ศ. 1995 และย้ายมาร่วมสโมสร เชลซี ใน ค.ศ. 2001 ติดทีมชาติอังกฤษนัดแรกเมื่อ ค.ศ. 1999 และยังเป็นมิดฟิลด์ที่ได้รับการยกย่องอย่างมาก แม้ว่าผลงานในตอนนี้จะแผ่วลงไปบ้าง ไม่ว่าจะกับทีมต้นสังกัดหรือทีมชาติอังกฤษ จากที่มีข่าวคราวว่าเล่นไม่เข้าขากับสตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมหงส์แดง น่าแปลกใจที่ทั้งสองเคยสนิทกัน แต่แม้กระทั่งงานแต่งงานของเจอร์ราร์ด ก็ไม่มี แลมพาร์ด ในงานเลี้ยงนั้น เมื่อ 22 มิถุนายน 2007 ที่ผ่านมา แลมพาร์ดเป็นกองกลางที่ทำประตูได้ 200 ประตู ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร และเป็นกองกลางคนที่สองต่อจากแมธทิว ทริสเซอร์ ที่ทำประตูมากว่า 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ แลมพาร์ดยังทำสถิติเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ทำประตูในพรีเมียร์ลีกมากกว่า 10 ประตูติดต่อกันถึง 9 ฤดูอีกด้วย แฟรงก์ แลมพาร์ด เริ่มอาชีพบอลกับสโมสรเวสต์แฮมยูไนเต็ด โดยลงเล่นกับทีมเยาวชนตั้งแต่ ปี 1993 และสร้างผลงานได้ดีพอสมควร โดยเขายังเป็นลูกชายของแฟรงก์ แลมพาร์ด (ซีเนียร์) ผู้ช่วยคนสำคัญของแฮร์รี เรดแนปป์ กุนซือของเวสต์แฮมในขณะนั้นซึ่งเป็นลุงของเขา
แลมพาร์ด สูงเท่าไร?
หกฟุต (1.84 เมตร)

แลมพาร์ดย้ายมาอยู่กับเชลซีเมื่อไร?
แฟรงค์ แลมพาร์ด เซ็นสัญญากับเชลซีในเดือนมิถุนายน 2001 ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นสถิติสูงสุดชั้นสองของเชลซี และเป็นมิดฟิลด์ที่ค่าตัวสูงที่สุดของพรีเมียร์ลีก

เขาอยู่กับเชลซีนานมากแค่ไหน?
13 ฤดู จนถึงปี 2014

เขาลงเล่นนัดแรกกับเชลซีเมื่อไร?
เกมเปิดฤดูพบกับนิวคาสเซิลในพรีเมียร์ลีก วันที่ 19 สิงหาคม 2001 โดยเชลซีเสมอ 1-1

เขาลงเล่นเกมสุดท้ายกับเชลซีเมื่อไร?
มันเป็นเกมในบ้านที่พบกับนอริชวันที่ 4 พฤษภาคม 2014 ด้วยผลเสมอ 0-0

แลมพาร์ดลงสนามให้กับเชลซีทั้งหมดกี่นัด?
เขาลงเล่น 648 เกมให้กับสโมสร มี 593 นัดที่ลงสนามเป็นตัวจริง มีเพียงรอน แฮร์ริส, ปีเตอร์ โบเน็ตติ และจอห์น เทอร์รี่ที่ลงสนามมากกว่า
เขาทำประตูให้กับเชลซีทั้งหมดกี่ลูก?
แฟรงค์ แลมพาร์ด เป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสรที่ 211 ประตู

เขาทำลายสถิติของบ็อบบี้ แทมบ์ลิง ที่ทำไว้ 203 ประตู ในเกมที่พบกับแอสตัน วิลล่า วันที่ 11 พฤษภาคม 2013 และมันยังเป็นประตูชัยในเกมนี้ด้วย

แลมพาร์ด ยังเป็นดาวยิงสูงสุดในลีกของเรา โดยเขาทำไปทั้งหมด 147 ประตู ในพรีเมียร์ลีกกับเดอะบลูส์

เขาเป็นดาวยิงสูงสุดของเราในเอฟเอ คัพ ทั้งหมด 26 ประตู

เขาเป็นดาวยิงสูงสุดชั้นสองในยุโรปที่ 25 ประตู ตามหลังดิดิเยร์ ดร็อกบาที่ 34 ประตู

เขาเป็นดาวยิงสูงสุดชั้นสองในลีก คัพ ที่ 12 ประตู ตามหลังเคอร์รี่ ดิ๊กซอนที่ 25 ประตู
แลมพาร์ดทำประตูที่ 203 ให้กับเชลซี
ประตูแรกของเขา คือ เกมนัดที่ห้ากับเชลซี ในยูฟ่า คัพ ที่พบกับเลฟสกี้ โซเฟีย

ก่อนช่วงคริสต์มาสของฤดูแรก กับเกมในบ้านที่พบกับโบลตัน เขาทำประตูที่ห้าในเกมที่เอาชนะได้ถล่มทายในพรีเมียร์ลีกกับเชลซี

เขาทำประตูแรกในแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2003 เมื่อเขายิงไกลไปเข้าหัวมุมประตูของลาซิโอ
ถ้วยไหนบ้างที่แลมพาร์ดคว้ามาได้กับเชลซี?
มันเป็นสถิติที่น่าประทับใจ!

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2012
พรีเมียร์ลีก 2005, 2006 และ 2010
ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก 2013
เอฟเอ คัพ 2007, 2009, 2010 และ 2012
ลีก คัพ 2005 และ 2007
เอฟเอ คอมมูนิตี้ ชิลด์ 2005 และ 2009

รวมทั้งหมด 13 รายการ

เอียน รัช สมัย ลิเวอร์พูล

ufa1688  เอียน รัช ได้เล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ปี 1980 ก่อนที่เขาจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะผู้เล่นของลิเวอร์พูล โดยการลงสนามนัดแรกของเขาให้ลิเวอร์พูลต้องรอถึงวันที่ 13 ธันวาคม ปีเดียวกัน ในเกมส์ดิวิชั่น 1 พบกับทีมอิปสวิช ทาวน์

รัชใช้เวลาบางช่วงในฤดูกาลแรกของเขากับลิเวอร์พูลในทีมสำรองเพื่อศึกษาแนวทางของทีม และต้องฝึกฝนไม่ต่างจากดาวรุ่งคนอื่นก่อนจะก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่

การฝึกในทีมสำรองของสโมสรเป็นเรื่องยากและไม่ใช่สิ่งที่เขาชื่นชอบนัก และดาวรุ่งในทีมมีความต้องการย้ายทีมเพื่อให้ได้ลงเล่นในทีมชุดแรกรวมถึงตัวของเขาเองด้วย แต่ภายหลังเมื่อได้พูดคุยและได้รับการชี้แนะจากสุดยอดกุนซืออย่าง บ็อบ เพลสลี่ ที่แนะให้เขามีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นเวลาได้บอลทำให้เขาตัดสินใจอยู่เพื่อสู้แย่งตำแหน่งในทีมต่อไป

และประตูแรกของเขาก็มาถึงในวันที่ 30 กันยายน 1981 ในยูโรเปี้ยน คัพ รอบแรก นัดที่ 2 ที่สนามแอนด์ฟิลด์ในเกมส์พบสโมสร โอลุน ซึ่งในนัดแรกลิเวอร์พูลบุกไปชนะมา 1-0 และในนัดที่ 2 ลิเวอร์พูลก็ไล่ถล่มทีมจากฟินแลนด์ไป 7–0 รัชยิงประตูได้ในนาทีที่ 67 และในฤดูกาลนั้นเขาปิดฉากอย่างสวยหรูด้วยตำแหน่งดาวซัลโวของสโมสร เมื่อยิงไป 30 ลูก จากการลงสนาม 49 เมื่อรวมทุกรายการ และเป็นการยิงในลีกถึง 17 ประตู และพาสโมสรคว้าแชมป์ลีกในที่สุด

ฤดูกาล 1982-1983 เขาได้รับเลือกให้เป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งพีเอฟเอ หลังนำลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกสูงสุดและชนะเลิศถ้วยลีกคัพ โดยยิงในลีกไป 24 ประตูและมีแต้มห่างจากอันดับ 2 อย่างวัตฟอร์ดถึง 11 คะแนน โดยในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1982 เอียน รัช ยิงคนเดียว 4 ประตูใส่เอฟเวอร์ตันในชัยชนะ 5-0 ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูในเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้แมตช์มากที่สุดใน 1 นัด

ฤดูกาล 1983-1984 เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอเมื่อพาสโมสรคว้าแชมป์ลีกสูงสุดและชนะเลิศลีกคัพ อีกทั้งยังคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพได้อย่างยิ่งใหญ่ และเขายังได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษอีก 1 รางวัล ในฤดูกาลนั้นเขายิงระเบิดถึง 47 ประตูจากการลงสนาม 65 นัด ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกโดยมีคะแนนห่างจากเซาธ์แฮมป์ตัน 3 คะแนน และชนะคู่ปรับอย่างเอฟเวอร์ตัน 1-0 ในนัดรี-เพลย์ลีก คัพรอบชิงชนะเลิศ รวมถึงคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ให้สโมสร ด้วยการพาทีมชนะโรม่า 4–2 ในการดวลจุดโทษ (รัช ยิงนำ 3-2 ก่อนที่ บรู๊ซ กร็อบเบลล่า จะงัดลีลาการเซฟจุดโทษด้วยการเต้นเหมือนปลาหมึกที่เป็นตำนานในเวลาต่อมา) หลังจากเสมอในเวลา 1-1

ฤดูกาล 1984–85 เป็นปีที่ไม่สู้ดีนักของลิเวอร์พูลเมื่อสโมสรปราศจากตำแหน่งแชมป์เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยในนัดชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพกับยูเวนตุสที่สนามเฮย์เซลล์ สเตเดี้ยม, กรุงบรัซเซลส์, ประเทศเบลเยี่ยม เป็นแมตช์ที่เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นเมื่อกองเชียร์ของทั้ง 2 ทีมก่อเรื่องวิวาทกันจนมีผู้บาดเจ็บกว่า 350 คนและแฟนบอลของยูเวนตุสเสียชีวิตถึง 39 คน และส่งผลกระทบถึงสภาพจิตใจของนักเตะทั้ง 2 ทีม เกมกลับมาแข่งใหม่และจบลงด้วยชัยชนะ 1-0 ของยูเวนตุส และลิเวอร์พูลเสียแชมป์ลีกให้เอฟเวอร์ตันคู่แข่ง หลังจบฤดูกาลทีมจากอังกฤษถูกแบนในเวทีระดับยุโรปถึง 5 ปีจากเหตุการณ์ที่สนามเฮย์เซลส์ ทำให้เอฟเวอร์ตันที่คว้าแชมป์ลีกได้ในปีนั้นไม่ได้ลงแข่งยูโรเปี้ยน คัพในปีต่อมา

ฤดูกาล 1985–86 ลิเวอร์พูลกลับมาสร้างผลงานอีกครั้ง เอียน รัชยิงคนเดียว 2 ประตูพาทีมชนะเซาธ์แฮมป์ตัน 2-0 ในเกมส์เอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศ ที่สนามไวท์ ฮาร์ท เลน และเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับคู่ปรับสำคัญอย่างเอฟเวอร์ตัน ซึ่งในเกมส์นัดดังกล่าวถือเป็นเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพครั้งแรก ทำให้ทั้ง 2 ทีมต้องการชัยชนะในนัดนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยลิเวอร์พูลซึ่งคว้าแชมป์ลีกได้เรียบร้อยแล้วต้องการชัยชนะเพื่อเป็นทีมที่ 5 ที่คว้าดับเบิลแชมป์ คือได้แชมป์ลีกและเอฟเอคัพ ในขณะที่เอฟเวอร์ตันก็ต้องการถ้วยนี้และที่สำคัญพวกเขาต้องการขัดขวางลิเวอร์พูลในการทำสถิติดังกล่าว โดยเกมส์จบครึ่งแรกพร้อมกับความได้เปรียบของเอฟเวอร์ตันเมื่อได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากประตูของ แกรี่ ลินิเกอร์ ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษของทีม

ครึ่งหลังทีมหงส์แดงภายใต้การคุมทีมของเคนนี ดัลกลิชที่รับตำแหน่งผู้เล่น-ผู้จัดการทีมก็กลับมาเล่นด้วยฟอร์มที่ผิดกับครึ่งแรก และเอียน รัชก็สามารถยิงประตูตีเสมอให้ทีมได้สำเร็จในนาทีที่ 57 จากการผ่านบอลของ แยน โมลบี้ และเข้าไปยิงผ่านบ็อบบี้ มิมส์ผู้รักษาประตูเอฟเวอร์ตันอย่างสบายๆ และอีก 6 นาทีต่อมา โมลบี้ผู้เป็นหัวใจสำคัญในแนวรุกของลิเวอร์พูลได้บอลในเขตโทษของเอฟเวอร์ตันก่อนจะผ่านบอลอย่างสุดยอดให้เคร็ก จอห์นสตันยิงประตูให้ลิเวอร์พูลกลับมาแซงเป็น 2-1 เกมสู้กันอย่างสูสีจนกระทั่งนาทีที่ 84 รัชก็มายิงประตูชัยได้สำเร็จพร้อมกับพาลิเวอร์พูลคว้าดับเบิ้ลแชมป์หนแรกในประวัติศาสตร์สโมสรและได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์หลังจบเกมส์

แกเรท มักออลีย์

ufa1688 แกเรท เกรัลด์ มักออลีย์ (เกิดวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1979) เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาเล่นให้กับเรนเจอส์ในสกอตติชพรีเมียร์ชิปเป็นสโมสรสุดท้าย เขาเคยเล่นให้กับทีมชาตินอร์เทิร์นไอร์แลนด์ทั้งหมด 80 นัดในช่วง ค.ศ. 2005–2019

มักออลีย์เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพในไอร์แลนด์เหนือกับลินฟีลด์ ต่อมาก็ได้ไปเล่นให้กับบอลลีแคลร์คัมเรดส์, ครูแซเดอส์ และโคลเรน ก่อนที่จะย้ายไปลินคอล์นซิตีในอังกฤษในฤดูร้อนปี 2004 ซึ่งเขาทำผลงานได้ดีจนได้ย้ายไปเลสเตอร์ซิตี ต่อมาเขาย้ายไปอิปสวิชทาวน์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2008 และย้ายไปเวสต์บรอมมิชอัลเบียนในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011 มักออลีย์เคยได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของเวสต์บรอมมิชอัลเบียนในฤดูกาล 2012–13

เกียรติประวัติ
โคลเรน

ไอริชคัพ: 2002–03
รางวัลส่วนตัว

ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี พีเอฟเอ: ลีกทู 2005–06
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี อิปสวิชทาวน์: 2009–10
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี เวสต์บรอมมิชอัลเบียน: 2012–13
ผู้เล่นของผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี เวสต์บรอมมิชอัลเบียน: 2012–13

แกลเรินส์ เซดอร์ฟ

ufa1688 แกลเรินส์ ไกลด์ เซดอร์ฟ (ดัตช์: Clarence Clyde Seedorf; เกิดวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1976) เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวดัตช์และเกิดที่ประเทศซูรินาม ล่าสุดเขาเป็นผู้จัดการของทีมชาติแคเมอรูน

เซดอร์ฟได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในช่วงหลายปี โดยในปี ค.ศ. 2004 เขาถูกคัดเลือกโดยเปเล่ให้เป็นส่วนหนึ่งของฟีฟ่า 100 เซดอร์ฟคว้ารางวัลระดับประเทศและทวีปหลายสมัย ทั้งการเล่นให้กับสโมสรในเนเธอร์แลนด์, สเปน, อิตาลี และบราซิล เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เขาเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวที่คว้าแชมป์รายการนี้กับสามสโมสรที่แตกต่างกัน ได้แก่ อายักซ์ (1995), เรอัลมาดริด (1998) และมิลาน (2003, 2007) ส่วนในนามทีมชาติ เขาลงเล่นให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ทั้งหมด 87 นัด และได้ลงเล่นในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 3 ครั้ง (1996, 2000, 2004) และฟุตบอลโลก 1998

ทีมชาติ
เนื่องด้วยกฎหมายพลเมืองของซูรินาม ผู้เล่นชาวดัตช์ไม่สามารถลงเล่นทีมชาติให้กับอดีตอาณานิคมดัตช์ได้ เซดอร์ฟจึงต้องลงเล่นให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1994 เมื่อเขาอายุ 18 ปี ในนัดที่พบกับลักเซมเบิร์ก โดยในนัดนั้น เขายิงประตูได้ และทีมชาติของเขาชนะ 5–0 ในรายการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1996 รอบคัดเลือก

เซดอร์ฟมีชื่อติดทีมชาติในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1996 ซึ่งทีมชาติสิ้นสุดเส้นทางในรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยแพ้ต่อฝรั่งเศส เขายังได้เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000 และ 2004 รวมไปถึง ฟุตบอลโลก 1998 ซึ่งสามรายการที่กล่าวมานี้ ทีมชาติของเขาไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ

วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2006 เซดอร์ฟกลับมาติดทีมชาติอีกครั้งในรอบกว่าสองปี โดยมาแทนที่เวสลีย์ สไนเดอร์ ที่ได้รับบาดเจ็บ เขาลงเล่นครบ 90 นาที ในนัดกระชับมิตรที่เสมออังกฤษ 1–1 โดยเซดอร์ฟได้รับชัยชนะในนัดสุดท้ายของการลงเล่นให้กับเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 2008 และในรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 นัดที่พบกับโรมาเนีย (เสมอ 0–0 ในบ้าน) และสโลวีเนีย (ชนะ 1–0 เยือน) เซดอร์ฟได้ลงเล่นเพียง 4 และ 6 นาทีตามลำดับ เนื่องจากผู้จัดการทีมชาติ มาร์โก ฟัน บัสเติน ชื่นชอบผู้เล่นที่อายุน้อยกว่าอย่างราฟาเอล ฟัน เดอร์ฟาร์ต, เวสลีย์ สไนเดอร์ และโรบิน ฟัน แปร์ซี และเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 เซดอร์ฟปฏิเสธที่จะลงแข่งขันในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 เนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งกับฟัน บัสเติน

เกียรติประวัติ

สโมสร
อายักซ์
เอเรอดีวีซี (2): 1993–94, 1994–95
KNVB Cup (1): 1992–93
โยฮัน ไกรฟฟ์ ชีลด์ (1): 1993
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (1): 1994–95
เรอัลมาดริด
ลาลิกา (1): 1996–97
ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา (1): 1997
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (1): 1997–98
ชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ (1): 1998
มิลาน
เซเรียอา (2): 2003–04, 2010–11
โกปปาอีตาเลีย (1): 2002–03
ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา (2): 2004, 2011
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (2): 2002–03, 2006–07
ยูฟ่าซูเปอร์คัพ (2): 2003, 2007
ชิงแชมป์สโมสรโลก (1): 2007
บอตาโฟกู
Campeonato Carioca (1): 2013
บุคคล
นักฟุตบอลดัตช์ยอดเยี่ยมแห่งปี (2): 1993, 1994
ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของยูโรเปียนสปอร์ตมีเดีย (1): 1996–97
ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า (2): 2002, 2007
รางวัลกองกลางยอดเยี่ยมของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (1): 2006–07
ลูกบอลเงินของฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ (1): 2007
ได้รับการเสนอชื่อใน FIFPro World XI (1): 2007
ทีมยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษของเรอัลมาดริด (1): 2008
Bola de Prata (1): 2013
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ออเรนจ์-นัสเซา ชั้นอัศวิน
Honorary Order of the Yellow Star ชั้นผู้บังคับบัญชา
ผู้ชนะรางวัลของเนลสัน แมนเดลา
ฟีฟ่า 100
หอเกียรติยศของเอซี มิลาน

นิโก้ ครันชาร์

ufa1688  เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1984 ที่ ซาเกร็บ ซึ่งเป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ ซลัตโก้ ครันชาร์ เทรนเนอร์ทีมชาตินั่นเอง โดยในตอนนี้เจ้าตัวเป็นนักเตะในสังกัด ไฮจ์ดุ๊ค สปลิท นิโก้ เคยลงเล่นในทีมชาติโครเอเชีย ชุดยู-16, -17, -19 รวมทั้ง -21 มาแล้ว ก่อนก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ตามลำดับ

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาไม่มีนักเตะโครแอตรายใดได้รับเสียงชื่นชมมากเท่ากับ นิโก้ ครันชาร์ อีกแล้ว โดยเจ้าตัวได้รับการขนานนามว่าเป็นนักเตะแห่งความหวังของวงการฟุตบอลโคเอเชียเลยทีเดียว เมื่อเจ้าตัวมีอายุได้เพียง 16 ปี ก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ซีดาน และนักเตะฝีเท้าเยี่ยมของยุโรปอีกมากมาย

นิโก้ เล่นได้ทั้งตำแหน่งกองหน้า รวมทั้งตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกหลังคู่กองหน้า 2 คน เจ้าตัวแสดงให้เห็นความสามารถเกินวัย ด้วยสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง, การอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม, ไหวพริบ, การผ่านบอลอย่างแม่นยำ และครองบอลได้อย่างยอดเยี่ยม

ช่วงต้นของอาชีพค้าแข้ง นิโก้ เคยได้รับการจับมองจาก ยูเวนตุส และ เอซี มิลาน มาแล้ว แต่ความฝันของเจ้าตัวคือการได้ร่วมเล่นกับ บาร์เซโลน่า และด้วยการมี ดาวอร์ ซูเคอร์ เป็นที่ปรึกษา ก็มีข่าวพัวพันกับการย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นคาตาลันเช่นกัน แม้จะไม่มีการยื่นข้อเสนอเข้ามาอย่างจริงๆจังๆก็ตาม แต่ ซีเอสเคเอ มอสโก จัดแจงยื่นเรื่องทาบทามเข้ามาแทนที่

"ผมไม่ต้องการย้ายไปเล่นที่รัสเซีย มันหนาวเกินไปสำหรับผม ความฝันของผมก็คือบาร์เซโลน่าอยู่เสมอ ผมเป็นแฟนบอลตัวยงของพวกเขา ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้เดินลงไปในสนามคัมป์ นู พร้อมด้วยการสวมเสื้อสีเลือดหมู-น้ำเงิน" ครันชาร์ ผู้ลูกเผยความในใจ

ในรายการฟุตบอลโลก 2006 ที่จัดรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมัน ถ้านับรอบคัดเลือกด้วย นิโก้ ได้ลงเล่นช่วยทีมชาติทั้งหมด 9 นัด ยิงได้ 2 ประตู เท่านั้น

ชื่อเสียงของนิโก้ เริ่มตกลง ทีมใหญ่มองผ่านเขา จนในที่สุด ก็มีทีมจากเกาะอังกฤษ มาคว้าตัวเขาไปครอง ซึ่งก็คือ ทีมพอร์สมัธ ทีมเล็กนั่นเอง ในปี 2006 และอยู่กับทีมมาจนถึงปี 2009

และต้นฤดูกาล 2009-10 ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขา เมื่อทีม"ไก้เดือยทอง" ท๊แตแน่ม ฮอทสเปอร์ ซื้อตัวเขามาร่วมทีม เพื่อทดแทนลูก้า โมดริช ที่บาดเจ็บไปในช่วงนั้น โดยสวมเสื้อเบอร์ 21

อิวัน สตรีนิช

ufa1688 อิวัน สตรีนิช (เกิดวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลชาวโครเอเชียที่เล่นในตำแหน่งแบ็กซ้าย ปัจจุบันไร้ต้นสังกัด

ทีมชาติ
สตรีนิชถูกเรียกติดทีมชาติโครเอเชียเป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของบีลิช ในนัดกระชับมิตรที่พบกับออสเตรียเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 หลังจากนั้น เขาได้กลายเป็นตัวหลักในตำแหน่งแบ็กซ้ายของทีมชาติ เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติชุดลุยศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 ที่ประเทศโปแลนด์ เขาได้ลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่มครบทุกนัด อีกทั้งยังทำแอสซิสต์ให้แก่มาริโอ มานด์ชูคิช ทำประตูตีเสมออิตาลี 1–1 ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เขาพลาดการติดทีมชาติในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่แฮมสตริง

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2018 สตรีนิชมีชื่อติดทีมชาติโครเอเชียสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เขาได้ลงเล่น 6 จาก 7 นัด ช่วยให้โครเอเชียจบรองชนะเลิศในรายการนั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการวินิจฉัยหัวใจ ทำให้เขาต้องหลีกเลี่ยงการเล่นฟุตบอล และเมื่อเขาฟื้นฟูร่างกายได้ ก็ไม่เคยถูกเรียกติดทีมชาติอีกเลย

เกียรติประวัติ
Hajduk Split

โครเอเชียนฟุตบอลคัพ: 2009–10
โครเอเชีย

ฟุตบอลโลก รองชนะเลิศ: 2018

เวย์น เฮนเนสซีย์

ufa1688 เวย์น โรเบิร์ต เฮนเนสซีย์ (เกิดวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลชาวเวลส์ผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูให้กับคริสตัลพาเลซในพรีเมียร์ลีก และทีมชาติเวลส์

เฮนเนสซีย์เริ่มมีชื่อเสียงจากสถิติคลีนชีตส์หลายนัดติดต่อกันในการเล่นให้กับสต็อกพอร์ตเคาน์ตีในลีกทู ต่อมาเขาย้ายไปวุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ โดยได้ลงเล่นกับสโมสร 166 นัดใน 8 ฤดูกาล ซึ่งรวมถึงสามปีที่เล่นในพรีเมียร์ลีก ต่อมาเขาย้ายไปคริสตัลพาเลซใน ค.ศ. 2014

เฮนเนสซีย์ได้เล่นให้กับทีมชาติมาตั้งแต่ ค.ศ. 2007 โดยเขาได้ลงเล่นมากกว่า 80 นัดไปแล้ว

ทีมชาติ
เฮนเนสซีย์เคยเล่นให้กับทีมชาติเวลส์รุ่นอายุไม่เกิน 17, 19 และ 21 ปี เขาเคยทำประตูให้กับทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ด้วยลูกยิงฟรีคิก 40 หลาในนัดที่พบกับตุรกี

เฮนเนสซีย์ลงเล่นนัดแรกให้กับทีมชาติเวลส์ในนัดกระชับมิตรที่เสมอกับนิวซีแลนด์ 2–2 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 และหลังจากนั้น เขาก็ได้กลายเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมชาติ เฮนเนสซีย์ลงเล่นให้กับเวลส์ครบ 50 นัดในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2015 ในนัดที่เอาชนะไซปรัส 1–0 ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 รอบคัดเลือก

เฮนเนสซีย์ได้ลงเล่นให้กับเวลส์ครบทุกนัดในรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 โดยเสียประตูเพียง 4 ลูก ทำให้เวลส์ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรายการระดับนานาชาติเป็นครั้งนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1958 เขามีชื่อเป็นหนึ่งใน 23 คนในชุดลุยศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 โดยเขาถูกวางเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลัง ทำให้เขาพลาดการลงเล่นในนัดเปิดสนามที่เอาชนะสโลวาเกีย 2–1 โดยมี แดนนี วอร์ด ลงเล่นแทน

เกียรติประวัติ
วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์

ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป: 2008–09
คริสตัลพาเลซ

เอฟเอคัพ รองชนะเลิศ: 2015–16
รางวัลส่วนตัว

ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี พีเอฟเอ: แชมเปียนชิป 2007–08
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งเดือน ลีกทู: กุมภาพันธ์ 2007
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์: 2007–08

ฮวน กัวดราโด

ufa1688 ฮวน กิเยร์โม กัวดราโด เบโย (สเปน: Juan Guillermo Cuadrado Bello; เกิดวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1988) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวโคลอมเบีย ปัจจุบันลงเล่นในตำแหน่งปีกให้กับสโมสรฟุตบอลยูเวนตุสและทีมชาติโคลอมเบีย เขามีรูปแบบการเล่นที่ตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งด้วยฝีเท้าหรือการเลี้ยงลูกฟุตบอล เขาเริ่มต้นกับตำแหน่งกองกลางตัวรับในช่วงต้นอาชีพ ก่อนที่จะเล่นได้หลายตำแหน่งในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นปีกขวา, กองกลางตัวรุก หรือปีกหลัง

เขาเริ่มต้นอาชีพกับสโมสรอินเดเปนดิเอนเตเมเดยิน และย้ายไปอิตาลีในปี ค.ศ. 2009 เพื่อเข้าร่วมอูดีเนเซ เขาถูกปล่อยยืมตัวให้กับเลชเช ในฤดูกาล 2011–12 ก่อนที่จะย้ายไปฟีออเรนตีนา ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 เขาเซ็นสัญญากับเชลซี แต่ได้ลงเล่นน้อย จึงถูกปล่อยยืมตัวไปยูเวนตุส ซึ่งเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์เซเรียอาและโกปปาอีตาเลียได้

กัวดราโดลงเล่นทีมชาติครั้งแรกในปี ค.ศ. 2010 และได้ลงเล่นกว่า 60 นัด เขาช่วยพาทีมชาติโคลอมเบียไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศของโกปาอาเมริกาถึงสองครั้ง และฟุตบอลโลก 2014 นอกจากนี้ยังจบอันดับที่ 3 ในโกปาอาเมริกาเซนเตนาริโอ

เกียรติประวัติ

สโมสร
เชลซี
พรีเมียร์ลีก (1): 2014–15
ฟุตบอลลีกคัพ (1): 2014–15
ยูเวนตุส
เซเรียอา (2): 2015–16, 2016–17
โกปปาอีตาเลีย (2): 2015–16, 2016–17

ทีมชาติ
โคลอมเบีย
โกปาอาเมริกา: อันดับที่สาม (2016)
บุคคล
ผู้จ่ายบอลสำเร็จสูงสุดในฟุตบอลโลก: 2014

รอแบร์ต แลวันดอฟสกี

ufa1688 รอแบร์ต แลวันดอฟสกี  เกิด 21 สิงหาคม ค.ศ. 1988 ในกรุงวอร์ซอ เป็นนักฟุตบอลชาวโปแลนด์ ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลในเยอรมนีให้กับไบเอิร์นมิวนิกในบุนเดิสลีกา ตำแหน่งกองหน้า และฟุตบอลทีมชาติโปแลนด์ ก่อนที่จะมาเล่นในเยอรมนี แลวันดอฟสกีเคยเล่นให้กับเดลตาวอร์ซอ, แลเกียวอร์ซอ, ซญิตช์ปรุชกุฟ และแลคปอซนัญ มาก่อน

แลวันดอฟสกียังเป็นเจ้าของสถิติแฮตทริกเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดิสลีกา เมื่อฤดูกาล 2015–16 นัดที่ 6 ของฤดูกาล เมื่อไบเอิร์นมิวนิก พบกับเฟาเอฟเอล ว็อลฟส์บูร์ก ที่สนามอัลลิอันซ์อะรีนา โดยถูกเปลี่ยนตัวลงในครึ่งเวลาหลัง และยิงได้ติดต่อกัน 3 ประตู ตั้งแต่นาที 51 ถึง 55 ก่อนจะยิงเพิ่มอีก 2 ประตูอย่างรวดเร็ว ทำให้ไบเอิร์นมิวนิกชนะไป 5-1 และกลายเป็นผู้เล่นสำรองคนแรกของบุนเดิสลีกาที่ยิงถึง 5 ประตู ภายใน 9 นาที 

เกียรติประวัติ
สโมสร

ซญิตช์ปรุชกุฟ
ดรูกาลีกา (1): 2006–07
แลคปอซนัญ
แอกส์ตรากลาซา (1): 2009–10
โปลิชคัพ (1): 2008–09
โปลิชซูเปอร์คัพ (1): 2009
โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์
บุนเดิสลีกา: 2010–11, 2011–12
เดเอ็ฟเบ-โพคาล: 2011–12
เดเอฟเอล-ซูเปอร์คัพ: 2013
ไบเอิร์นมิวนิก

บุนเดิสลีกา(6): 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2017–18, 2018–19, 2019–20
เดเอ็ฟเบ-โพคาล(3):2015–16,2018-2019,2019-2020
เดเอฟเอล-ซูเปอร์คัพ(3):2016, 2017, 2018
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก(1):2019-2020
รางวัลส่วนตัว
ดรูกาลีกา ดาวซัลโวประจำฤดูกาล: 2006–07 (15 ประตู)
ปีแยร์ฟชาลีกา ดาวซัลโวประจำฤดูกาล: 2007–08 (21 ประตู)
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของแอกส์ตรากลาซาประจำปี: 2009
แอกส์ตรากลาซา ดาวซัลโวประจำฤดูกาล: 2009–10 (18 ปะตู)
Polish Revelation of the Year: 2008
นักฟุตบอลโปแลนด์ยอดเยี่ยมประจำปี: 2011, 2012, 2013, 2014, 2015
Bundesliga Top Goalscorer: 2013–14 (20 goals), 2015–16 (30 goals), 2017–18 (29 goals), 2018–19 (22 goals), 2019–20 (34 goals)
เดเอ็ฟเบ-โพคาล ดาวซัลโวประจำฤดูกาล: 2011–12 (7 ประตู), 2016–17 (5 goals), 2017–18 (6 goals), 2018–19 (7 goals)
UEFA Euro qualifying Top Goalscorer: UEFA Euro 2016 qualifying (13 goals)
Bundesliga Team of the Year: 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2017–18, 2018–19
Best player of UEFA EURO 2016 qualifying
Polish Sportspersonality of the Year: 2015